| พระเจ้าทรงช่วยผู้ที่รักพระองค์ให้เกิดผลดีในทุกสิ่ง
| ||
| โดย
นคร เวชสุภาพร | ||
|
โรม 8:28-31 | ||
28"เรารู้ว่า
พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวง ที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์
29
เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว
ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะของพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์
เพื่อพระบุตรนั้น จะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก 30
และบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้นั้น
พระองค์ได้ทรงเรียกมาด้วย และผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกมานั้น พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม
และผู้ที่พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงโปรดให้มีศักดิ์ศรีด้วย
31
ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร
ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา" | ||
|
"เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยเราที่รักพระองค์ ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง" | ||
| เรารู้ เรารู้อะไร? เรารู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยเรา "ทรงช่วยฉัน" นึกถึงภาพตัวเราเอง วันนี้ให้ถ้อยคำพระเจ้าที่ท่านอ่านอยู่ ให้มีความรู้สึกว่าพระเจ้ากำลังบอกกับเรา คำว่า "เรา" "พระเจ้าทรงช่วยเรา" หรือ "ทรงช่วยคนที่รัก" ก็คือเรานั่นแหละ ที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ คือคนทั้งปวง คือใครก็ตามที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ทรงเรียกและเลือกเรา เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว ภาษาเดิมตรงนี้หมายถึง "เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ทรงได้รู้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ก่อนเราจะเกิดในครรภ์มารดา" ก่อนมารดาเราจะเกิดด้วยซ้ำ และว่ากันตามพระคัมภีร์คือก่อนสร้างโลก คำนี้แปลว่าพระองค์ทรงรู้จักเรา ก่อนสร้างโลกอีก ขนลุกเลย... | ||
|
คำต่อไปไม่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะว่าคำนี้เราชินกันดี | ||
ผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว
ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะ พระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์
"ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้" คำว่า "ได้ทรงตั้งไว้"
ภาษาเดิมแปลว่าอย่างนี้ ที่ผมบอกว่าท่านจะได้รู้สึกสบาย ไม่รู้สึกตกใจ เพราะว่าคุ้นเคยกับคำนี้
คือ ผู้นั้นพระองค์ได้กำหนดล่วงหน้าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ได้บันดาลเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ยังไม่คุ้นใช่ไหมครับ? เริ่มค่อยๆ คุ้นแล้ว คำสุดท้ายท่านคุ้นที่สุด "ได้ลิขิตเอาไว้แล้วก่อนล่วงหน้าที่เราจะเกิด"
นึกถึงภาพแล้วใช่ไหมครับ? นึกถึงเพลง "พรหมลิขิต" พรหมคือใคร?
พรหมคือพระเจ้าของศาสนาฮินดู พระเจ้าได้ลิขิตไว้แล้ว ใครๆ ก็รู้ว่ามนุษย์เราเกิดมาบนโลกนี้
มีบางสิ่งบางอย่าง ถ้าไม่รู้จักพระเจ้าก็คือ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางสิ่งที่ได้ลิขิตชีวิตของเรา
แต่พอเรามารู้จักพระเจ้า พอเรามาเป็นคริสเตียน รู้จักพระเยซูคริสต์ เรารู้ในพระคัมภีร์ว่า
บุคคลที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ลิขิตชีวิตของเรา ผู้นั้นก็คือพระเจ้า ในนามของพระเยซูคริสต์
เอเมน นี่คือคำแท้จริงในนั้น | ||
|
เราจึงมีเพลงนี้ จำได้ไหมครับ? "ในเวลาของพระคริสต์ ทรงลิขิตชีวิตของข้าตามน้ำพระทัย" | ||
| ใครมาเป็นคริสเตียนต้องรู้ตรงนี้ ถ้าใครรู้เป็นอย่างอื่น รู้เป็นอะไรก็ตามที่แย้งกับตรงนี้ เป็นความเชื่อที่ผิดทั้งหมด ต้องรู้อย่างนี้ ต้องรู้ว่าพอเรามาเชื่อพระเจ้า เรามอบชีวิตให้กับพระองค์ และสยบเลย หมดแรงหมดกำลังทุกอย่างแล้ว เพราะอะไร? เพราะพระองค์เป็นผู้ลิขิตชีวิตของลูก ไม่มีเกียรติอีกต่อไป แม้ในอดีตทำอะไรผิดพลาดมา พระเจ้าอภัยให้ และไม่จำเลย เพราะอะไร? เพราะตอนที่เราผิดพลาดในอดีต ตอนที่เรายังไม่รู้จักพระเจ้า ถามว่าพระองค์ทรงรู้จักเราหรือยัง? จากพระคัมภีร์นี้ รู้แล้ว แล้วทำไมปล่อยให้เราเข้าไปสู่ความทุกข์ลำบากเหล่านั้น ใส่เครื่องหมายคำถามไว้ก่อน แล้วตามต่อไป แล้วท่านจะรู้ว่าทำไม? | ||
|
แต่ให้เรารู้ตอนนี้ว่า
ตามพระคัมภีร์ตอนนี้บอก พระเจ้าได้บันดาล | ||
| ลิขิตไว้ทำไม? ให้เราเป็นไปตามลักษณะพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์ เราหรือ? พระองค์ทรงเขียน ลิขิตแปลว่าเขียน พระองค์ทรงเขียนชีวิตของเราว่าให้เราเป็นเหมือนพระเยซู ท่านคิดดู ท่านถูกเขียนมาให้เป็นเหมือนพระเยซู ท่านนับถือพระเยซูขนาดไหน? ท่านรู้ว่าพระองค์ทรงเต็มไปด้วยพระสิริยิ่งใหญ่ขนาดไหน? ท่านรู้ว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ขนาดไหน? บริสุทธิ์ขนาดไหน? พระคัมภีร์ที่อ่านตอนนี้บอกว่า "เราถูกเขียนให้เข้าไปเป็นเหมือนพระเยซู " "ฉันที่ต่ำต้อยที่สุดนั้นหรือ?" "ฉันที่เคยทำบาปมาไม่รู้กี่ครั้งหรือ?" "ฉันหรือที่เลวมาก หลายสิ่งไม่ดีในตัวฉันเยอะแยะเลยหรือ?" แต่เถียงไม่ออก
เพราะว่าพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้นว่า เราเป็นผู้ที่พระองค์ทรงเลือก และบันทึกเอาไว้ และเขียนเอาไว้ ลิขิตชีวิตเอาไว้ บันดาลไว้ให้เราเป็นเหมือนพระเยซู เราจึงมีวันนี้ไง วันที่เราเป็นคริสเตียน วันที่เรารู้จักพระเจ้า เราจึงมีอดีตเหมือนกัน คือวันแรกที่เรารู้จักพระเจ้า เรานึกว่าเป็นเพราะว่าคนมาเป็นพยาน เรานึกว่าเป็นเพราะเราทำดี เป็นเพราะเราแสวงหา แต่จริงๆ ไม่ใช่เลยสักนิด สิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น เพราะพระเจ้าได้เลือกเราก่อนที่เราจะเกิดด้วยซ้ำ ไม่มีใครได้รับเกียรติตรงนี้ นอกจากพระองค์แต่เพียงผู้เดียว | ||
|
"เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก" | ||
| หมายถึงพระเยซูจะได้เป็นพี่คนโตเท่านั้นเอง และบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ตั้งไว้นั้น ก็หมายถึงผู้ที่พระองค์ได้ลิขิต ได้ดลบันดาลชีวิตไว้ล่วงหน้านั้น พระองค์ได้ทรงเรียกด้วย เห็นไหมครับ? ลิขิตไว้แล้ว พอถึงเวลาเรียกเข้ามาเลย มารู้จัก มาเป็นคริสเตียน และผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกมานั้น เมื่อเรียกมาแล้ว มาเชื่อพระเจ้าแล้ว มาเป็นคริสเตียนแล้ว พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม ทำอะไรผิดๆ ยกโทษให้หมด อภัยเพราะโลหิตของพระเยซูคริสต์ และผู้ที่พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงโปรดให้มีศักดิ์ศรีด้วย ศักดิ์ศรีของใคร? ศักดิ์ศรีของพระเยซู เราเข้าไปร่วมด้วย นี่คือคุณค่าในชีวิตของเรา
ดังนั้นชีวิตของเรา เมื่อพระองค์ทรงลิขิตอย่างนั้นแล้ว ในบรรทัดตอนต้นตามชื่อเรื่องในวันนี้ว่า "พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง" แสดงว่าชีวิตของเรามันดีแน่นอน 100% "แสดงว่าพระเจ้าทรงช่วยเรา ให้ดีแน่นอนในชีวิตของเรา" มันเถียงไม่ออกเลย อ่านแล้ว เป็นอย่างนี้จริงๆ หัวข้อจึงบอกว่า "พระเจ้าทรงช่วยฉันที่รักพระองค์ ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง" "ฉันที่รักพระองค์ ก็ไม่ใช่เป็นความรักที่ฉันสามารถรักพระองค์ได้ แต่เป็นเพราะพระองค์เป็นผู้ใส่ความรักลงมาให้ฉัน ฉันจึงรักพระองค์ได้" ไม่มีความดีอีกแล้ว ไม่มีเกียรติอีกแล้ว กลายเป็นพระองค์อีกแล้ว เห็นไหมครับ? เพื่อพระองค์จริงๆ
คราวนี้เรามาดูอิสยาห์ 43 ว่าพระเจ้าที่สัญญากับเราว่าจะช่วยเรา ที่เลือกเราแล้ว เรียกเราแล้ว พระองค์เป็นใคร? เพราะว่าพูดถึงพระเจ้าแล้ว ที่อินเดียมีประมาณหลายล้านองค์เลย เขาเรียกว่าสามร้อยล้านกว่าองค์ และที่ทุกแห่งก็พระเจ้าทั้งนั้น แม้กระทั่งในแอฟริกา ในป่า เขาก็มีพระเจ้า คำว่าพระเจ้าของเรานี้ พระองค์คือผู้ใด? เราไปเปิดดูในหนังสืออิสยาห์ 43 พระองค์พูดเอง พระองค์แนะนำตัวเองว่า "ฉันคือพระเจ้าแบบไหน? " เราจะได้รู้ว่าพระเจ้าที่สัญญาว่า จะทรงช่วยเราให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่งนั้นเป็นใคร? พระองค์ทำได้ไหม? | ||
|
อิสยาห์ 43:10-13 | ||
"10
พระเจ้าตรัสว่า "เจ้าทั้งหลายเป็นพยานของเรา และเป็นผู้รับใช้ของเรา
ซึ่งเราได้เลือกไว้แล้ว เพื่อเจ้าจะรู้จักและเชื่อถือเรา และเข้าใจว่าเราเป็นผู้นั้นแหละ
ก่อนหน้าเรา ไม่มีพระใดถูกปั้นขึ้น และภายหลังเราก็จะไม่มี 11
เรา เราคือพระเจ้า และนอกจากเรา ไม่มีพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด 12
เราแจ้งให้ทราบและช่วยให้รอด และเล่าให้ฟัง และก็ไม่มีพระเจ้าอื่นในหมู่พวกเจ้า
และเจ้าทั้งหลายเป็นพยานของเรา" พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ 13
"เราเป็นพระเจ้า มิหนำซ้ำตั้งแต่นี้ไปเราก็เป็นพระองค์นั้นอยู่ ไม่มีผู้ใดช่วยกู้จากมือของเราได้
เราประกอบกิจใดๆ ใครจะขัดขวางกิจการนั้นได้" | ||
|
"นอกจากเราไม่มีพระเจ้าอื่นใด" | ||
|
พระเจ้าบอกว่า "นอกจากเราไม่มีพระเจ้าอื่นใด" นี่คือพระเจ้าจริงๆ นี่พระเจ้าแท้ๆ เลย และยังบอกต่อไปอีกด้วยว่า "เราประกอบกิจใด ใครจะขัดขวางกิจการนั้นได้" ให้ท่านพูดกับตัวเองในใจเดี๋ยวนี้สิ ลองนึกดูว่าพระเจ้าเขียนลิขิตชื่อ "นคร" ไว้แล้ว ขีดเส้นให้เดินแล้ว ต้องไปซ้ายไปขวา มาถึงปีนี้จะต้องเป็นอะไร? ปีนั้นจะต้องเป็นอะไร? ต่อไปนั้นจะต้องเป็นอะไร? และบอกด้วยว่า แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ดีก็แล้วกัน และสรุปสุดท้ายก่อนลงชื่อว่า "เราจะทำ ใครมาขัดขวางเราได้" ลงชื่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ไม่มีพระเจ้าอื่นใดในหมู่พวกเรา แล้วท่านจะไปกลัวอะไรอีกล่ะ
ฟัง
ถ้าเกิดเราเชื่อตรงนี้ง่ายๆ แค่ง่าย ๆ ใส่ลงในใจเรา แล้วเราทำได้ไม่ลืม เราจะมีความสุขที่สุดในโลกนี้เลย
เป็นอิสรภาพเลย มีสันติสุขอย่างที่พระเยซูคริสต์บอก ไม่ต้องกลัวใครอีกแล้ว
อยู่บนโลกใบนี้ ตายเป็นตาย จะตายหรือไม่ตายก็ขึ้นอยู่กับพระเจ้า จะล้มเหลวหรือสำเร็จ
ก็พระเจ้า พรุ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพระเจ้า อดีตที่ผ่านมาก็ขึ้นอยู่กับพระเจ้า
ท่านเห็นใช่ไหมว่าเหมือนถ้อยคำที่เขียนอยู่หน้าโบสถ์ ที่ผมให้ติด ที่พระเยซูพูดอย่างนั้นจริงๆ
พระเยซูบอกว่า "ผู้ใดแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อย จงมาหาเรา เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข"
ใครล่ะจะเป็นสุขได้เท่ากับจะมีความเชื่อตรงนี้เข้าไปอยู่ในใจเรา แต่มันต้องใช้เวลา
ค่อยๆ เดิน พระเจ้ากำลังพาพวกเราทุกคนไปสู่ความเจริญทางความเชื่อ ให้เข้าไปถึงจุดนี้ให้ได้
สามารถขอบคุณพระองค์ได้ในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นท่ามกลางปัญหา อุปสรรคหรือท่ามกลางความสุขสมบูรณ์
ความสำเร็จก็ตาม | ||
|
อิสยาห์ 43:1-3 บอกให้ท่านเห็นว่าพระเจ้าจะนำเราอย่างนี้ | ||
"1
บัดนี้ พระเจ้าผู้ได้สร้างท่านยาโคบ พระองค์ผู้ได้ทรงปั้นท่านอิสราเอล
ตรัสดังนี้ว่า "อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ
เจ้าเป็นของเรา 2 เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า
เมื่อข้ามแม่น้ำ น้ำจะไม่ท่วมเจ้า เมื่อเจ้าลุยไฟ เจ้าจะไม่ไหม้ และเปลวเพลิงจะไม่เผาผลาญเจ้า
3 เพราะเราเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า องค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอลผู้ช่วยให้รอดของเจ้า
เราให้อียิปต์เป็นค่าไถ่ของเจ้า ให้เอธิโอเปียและเสบาเพื่อแลกกับเจ้า" | ||
|
อย่ากลัวเลย | ||
"อย่ากลัวเลย
เพราะเราได้ไถ่เจ้า เราได้เลือกเจ้าแล้ว" พูดกับในใจของเราเอง พระเจ้าบอกเราอย่ากลัวเลย
เพราะว่าได้ไถ่แล้ว เลือกแล้วไม่ต้องห่วง แล้วก็อธิบายให้ฟังนิดหนึ่งว่า
"ถ้าเจ้าลุยข้ามน้ำนะ เราก็จะอยู่ด้วย" ถามว่าเวลาลุยข้าม ในนี้บอกว่า
"เมื่อเจ้าข้ามแม่น้ำ น้ำจะไม่ท่วมเจ้า" แต่ไม่สัญญาว่าจะไม่เปียก
ต้องข้ามหรือเปล่า? ในนี้บอกหรือเปล่าว่า "เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะแบกเจ้าลอยไป"
เปล่า บอกว่า "เมื่อเจ้าลุยน้ำ ก็ลุยไปสิ" ไม่ว่าอะไร? "แต่เราจะอยู่ด้วย
เราจะไม่แบกเจ้าหรอก เจ้าลุยไป เราก็จะอยู่กับเจ้านั่นแหละ แต่รับรองเราจะทำให้น้ำไม่ท่วมเจ้า"
แต่มันอาจจะถึงจมูกนะ ไม่ท่วมก็แล้วกัน ไม่ตายก็แล้วกัน ตื่นเต้น "เมื่อเจ้าลุยไฟ
เจ้าจะไม่ไหม้ และเปลวเพลิงจะไม่เผาผลาญเจ้า" ไม่ได้บอกว่า "เมื่อเจ้าลุยไฟ
เจ้าจะไม่ร้อน" ในนี้บอกว่า "เมื่อเจ้าลุยไฟ เจ้าจะไม่ไหม้"
ท่านเคยปิ้งของไหม? ถึงไม่ไหม้ มันทำไม? มันสุกได้นะ มันร้อนจนสุกได้ เปลวเพลิงจะไม่เผาผลาญท่าน
มันไม่อันตราย เราจะอยู่ด้วย เพราะในนี้บอก "เพราะเราเป็นพระเยโฮวาห์
พระเจ้าของเจ้า องค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอลผู้ช่วยให้รอดของเจ้า ผู้ทรงช่วยเจ้าให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง"
ไปที่ไหนก็ไปด้วย แต่ไม่ได้สัญญาว่าจะลอยอยู่ในอากาศตลอด ผ่านความทุกข์บ้าง
ผ่านความตื่นเต้นบ้าง ผ่านเพื่ออะไร? เดี๋ยวติดตามถ้อยคำพระเจ้าต่อไป
ตอนนี้เรามาดู
ยอห์น 14:15-20 บอกเรา บอกพวกที่เป็นคริสเตียนแล้วในสมัยพระเยซูที่มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วบอกว่า
เราอยู่กับเจ้า พระเจ้าอยู่กับเราจริงๆ เพื่อเป็นการยืนยันว่า พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา
| ||
|
ยอห์น 14:15-20 | ||
พระเยซูตรัสว่า
"15 ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา
16 เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน
เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป 17 คือพระวิญญาณแห่งความจริง
ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์
เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน 18
เราจะไม่ละทิ้งท่านทั้งหลายไว้ให้เปล่าเปลี่ยว เราจะมาหาท่าน 19
อีกหน่อยหนึ่งโลกก็จะไม่เห็นเรา แต่ท่านทั้งหลายจะเห็นเรา เพราะเราดำรงอยู่
ท่านทั้งหลายก็ดำรงอยู่ด้วย 20 ในวันนั้นท่านทั้งหลาย
จะรู้ว่าเราอยู่ในพระบิดา และท่านอยู่ในเรา และเราอยู่ในท่าน"
| ||
|
ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา | ||
ความรักที่เรารักพระเยซูได้
ก็เพราะว่าพระเจ้าประทานให้กับเรานั่นเอง ประทานความเชื่อให้กับเรา ประทานความรักให้กับเราสามารถรักพระเยซูได้
คิดดูสิ เป็นพระคุณทั้งสิ้น และในนี้บอกว่า ในข้อ 18 ในภาษาเดิมบอกว่า "เราจะไม่ละทิ้งท่านให้เป็นเด็กกำพร้า"
คือมีผู้ดูแลตลอด พระเจ้าในนามของพระวิญญาณบริสุทธิ์ อยู่กับเรา ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์
วิหารพระเจ้าคือพระเจ้าสถิตอยู่ พระเจ้าอยู่กับเราตลอดเวลา แม้ตาเราไม่เห็นก็จริง
แต่เรารู้ เพราะว่ามันอยู่ในใจของเรา เรารู้ ที่เรามาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์
ที่เราเข้ากลุ่มตอนบ่าย ที่เราถวายทรัพย์ หรือเราทำอะไรเกี่ยวกับพระเจ้าที่เป็นความเชื่อ
ที่หลายคนงง "เอ๊ะ! ทำไมเราทำอย่างนี้" | ||
|
เพราะเรารู้อยู่ข้างใน ถามว่าเราเห็นพระเจ้าด้วยตาเนื้อหรือ? | ||
เราไม่เห็นหรอก
และถามว่าเพราะว่าหมายสำคัญต่างๆ เหล่านั้นใช่ไหมที่เรายังเชื่อในพระเจ้าอยู่
มีส่วนประกอบนิดเดียว แต่ส่วนใหญ่ 90% มันคือข้างใน ต่อให้เราทุกข์ใจอย่างไร?
เราไม่เอาพระเจ้าแล้ว วิ่งหนีออกไปจากพระเจ้าไปเลย ถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ในนี้ด้วย
เดี๋ยวเราก็สงบลง แล้วเราก็บอก "พระเจ้าขอยกโทษให้ลูกด้วย" กี่ครั้งแล้วเราทำอย่างนี้
เราลองถามชีวิตเราเอง กี่ครั้งที่เป็นอย่างนี้ กี่ครั้งที่เราบอกว่าพระเจ้าไม่มีจริง
พระเจ้าไม่อยู่ด้วยแน่นอน แล้วก็ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง แล้วก็ "ขอโทษนะพระเจ้า"
อาจจะไม่ได้พูด แต่คิดในใจ "พระเจ้าขอยกโทษให้ลูกด้วย ลูกเชื่อว่าพระองค์ยังมีชีวิตอยู่"
เห็นหรือ? ไม่เห็น แต่เพราะอะไร? เพราะท่านทั้งหลายจะรู้ เพราะว่าเราอยู่ในพระบิดา
และท่านอยู่ในเรา และเราอยู่ในท่าน พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระเจ้า
เรารู้กันข้างในวิญญาณของเรา นี่คืออะไร? | ||
|
นี่คือเป็นการยืนยันให้ว่าพระเจ้าอยู่กับเรา | ||
และพระเจ้าผู้สถิตอยู่กับเรา ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเป็นใคร? พระเจ้าองค์ไหน?
เราอ่านเมื่อสักครู่นี้แล้ว และพระเจ้าผู้นี้แหละผู้ที่สัญญากับเราทุกคนบอกว่า
พระองค์จะทรงช่วยเราที่รักพระองค์ ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง ผลอันดีในทุกสิ่ง
ไม่ใช่ผลอันดีบางสิ่ง แต่ผลอันดีในทุกสิ่ง แต่ผ่านตามทางของพระองค์ ผ่านตามวิถีทางของพระองค์
เราจะอ่านในหนังสืออิสยาห์ 55 ที่พระเจ้าบอกว่า วิถีของพระองค์นั้น ไม่เหมือนของเรา
เราอย่าไปคิดเลย ถ้าเราคิดอย่างนี้ พระองค์จะพาไปอย่างอื่น และพระองค์มีเยอะแยะอย่าจับพระองค์ใส่กรอบ
เราไม่มีทางคิดว่าพระองค์จะมีความคิดเช่นไร? | ||
|
อิสยาห์ 55:8-9 | ||
"8
เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีทางของเรา"
พระเจ้าตรัสดังนี้ 9 "เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด
วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น"
| ||
|
เพื่อให้รู้ว่าเราต้องพึ่งพระองค์ | ||
ไม่ต้องคิดอะไรเลย
พระเจ้าบอก เพราะคิดอย่างไรก็ไม่มีทางถึง เราคิดได้แค่นี้ แต่ฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกเท่าไร?
ความคิดของเรากับพระเจ้าก็ห่างกันเท่านั้น เราคิดอย่างนี้ พระเจ้าก็คิดอย่างนั้น
เรานึกว่าใช่ที่นี่แน่ๆ ที่ก็ดี ราคาก็ถูก แน่ๆ แล้ว เราต้องย้ายไปที่นี่แน่ๆ
ในการย้ายครั้งที่ 6 ทุกอย่างวิ่งไปที่นั่นหมด และในที่สุดแป๊บเดียว พระเจ้าบอกโน่นมาที่นี่และดีกว่า
และถูกกว่า และทุกอย่างลงตัวหมด จะเป็นอย่างนี้เสมอๆ ในชีวิตของเรา สิ่งหนึ่งที่ผมมีประสบการณ์ก็คือ
เพื่อให้รู้ว่าเราต้องพึ่งพระองค์ พระเจ้าจะไม่ยอมเด็ดขาดเลย ที่เวลาเราคิดอะไรแล้วเราก็ได้ตามที่เราคิด
เพราะเมื่อเราทำได้ตามที่เราคิด ตามกำลังของเรานั้น เราก็จะเย่อหยิ่งจองหอง
เนื่องจากกิเลสตัณหาที่อยู่ในร่างกายของเรา เนื่องจากเชื้อของความบาปที่ยังคงทำงานอยู่ในร่างกายความคิดเก่าๆ
มันทำให้เราเย่อหยิ่งจองหอง พระเจ้าจึงไม่อนุญาตให้เราสำเร็จโดยวิธีการและการทำงานของเรา | ||
|
บิลลี่ เกรแฮม คือนักประกาศ เรียกว่าถ้าเป็นในยุคของสมัยตั้งแต่ 1950 อะไรแถวๆ นั้น | ||
จนมาถึงปัจจุบันถือว่าเป็นนักประกาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
ถือว่าเป็นเปาโลในยุคนี้ ยุค 1950 มาถึงปัจจุบัน ก่อน 1950 ด้วย ท่านไปประกาศเยอะแยะ
คนเชื่อพระเจ้าเป็นแสนๆ เป็นล้านๆ คนมาฟังเป็นล้าน ใช้สนามกีฬาใหญ่ๆ ท่านบอกว่าทุกครั้งที่จะมีงานใหญ่
ท่านก็จะประสบกับอุปสรรคต่างๆ นานา ตลอดทุกครั้ง เป็นเวลา 70 ปีที่รับใช้พระเจ้า
จนกระทั่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง อดไม่ได้ เพราะว่าในความคิดเก่าๆ คิดอยู่เสมอว่ามารมันใหญ่
"มารมันผจญเราตลอดเลย เราจะรับใช้ทีไร มันมาทุกที" ก็อธิษฐานกับพระเจ้า
ถามว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น? แล้วพระเจ้าตอบในหนังสือชีวประวัติของบิลลี่
เกรแฮม โดยที่ตัวท่านเองเขียนบันทึก ได้บันทึกข้อความตรงนี้ว่า พระเจ้าตอบว่า
"เพราะเราไม่ต้องการให้เจ้าใช้กำลังและสติปัญญาของเจ้าเอง เราจึงทำให้เจ้าอ่อนแอ
คิดอะไรก็ไม่ออก มีปัญหาเข้ามายุ่งวุ่นวาย แล้วงานใหญ่ก็สำเร็จไป โดยที่เจ้าจะได้รู้ว่าเราเองเป็นคนทำงานนั้น
เจ้าจะได้ไม่ต้องมาแบ่ง ไม่ต้องมายุ่ง ไม่ต้องมารู้สึกว่า "เป็นฉัน"
เหมือนไหม? เหมือนชีวิตของพวกเราไหม? เหมือน เพียงแต่จำลองภาพเล็กๆ ลงมาเรื่อยๆ
ทุกคน เพื่อไม่ให้เราเย่อหยิ่งจองหอง เพื่อปกปักษ์คุ้มครองดูแลเรา นี่คือพระเจ้า
วิธีการของพระเจ้า และอ่านต่อไปข้อ 10-11 บอกไว้อย่างนี้ว่า...พระเจ้าพูดนะ...
|
||
|
อิสยาห์ 55:10-11 | ||
"10
เพราะฝนและหิมะลงมาจากฟ้าสวรรค์และไม่กลับที่นั่น เว้นแต่รดแผ่นดินโลก กระทำให้มันบังเกิดผลและแตกหน่อ
อำนวยเมล็ดแก่ผู้หว่านและอาหารแก่ผู้กินฉันใด 11
คำของเราซึ่งออกไปจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่า แต่จะสัมฤทธิ์ผล ซึ่งเรามุ่งหมายไว้และให้สิ่งซึ่งเราใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้นฉันนั้น" | ||