พิธีนี้เป็นคำสั่งของพระเยซูคริสต์ เพื่อแสดงหรือเป็นการยืนยัน ว่าเรากลับใจใหม่จริงๆ ประกาศตัวเรากับผู้คนอื่นๆ ว่าเราตัดสินใจจะติดตามพระเยซู ตลอดชีวิตของเรา เป็นสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ และเป็นพระพร (กิจการ 2:31-41, กิจการ 8:12)

ความหมายของคำว่า "บัพติศมา" คือ จุ่ม  ฝัง  ดำให้มิด (กิจการ 8:36-39) และเราจะใช้น้ำเป็นเหมือนสุสานฝ่ายวิญญาณ ฝังความบาป คำสาปแช่งเคราะห์กรรม เวรกรรมของเรา ไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์ และเมื่อเราขึ้นจากน้ำ เป็นเครื่องหมายเล็งถึงการเป็นขึ้นมาใหม่ ร่วมกับพระเยซูคริสต์

พิธีนี้มีความสำคัญสำหรับผู้เชื่อ ซึ่งบ่งถึงการเชื่อฟัง (มัทธิว 28:19-20) การยอมรับพระเยซูต่อหน้ามนุษย์ (มัทธิว 10:32-33) การประกาศการพ่ายแพ้ ของผีมารซาตาน (โคโลสี 2:12, 15) เป็นการฝังตัวเก่า ความบาปของเราที่ได้ตายทางนิตินัย (โรม 6:6-7) เป็นการประกาศการสิ้นพระชนม์ การถูกฝัง การกลับคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ (โรม6:1-4) เป็นการรับพระพรฝ่ายวิญญาณ (กิจการ 8:39) ผู้เชื่อควรจะรับพิธีนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ (กิจการ 2:4, กิจการ 8:12, กิจการ 8:35-37)

 

พิธีนี้พระเยซูเป็นผู้ตั้งขึ้นเอง ในคืนก่อนที่พระเยซู จะถูกจับไปตรึงที่ไม้กางเขน และพระองค์ทรงตรัสให้สาวกทำพิธีนี้ เพื่อระลึกถึงความรัก ที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษยชาติทั้งหมด โดยการที่พระองค์ยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พิธีนี้จะมีขนมปังและน้ำองุ่น ซึ่งขนมปังคือกายของพระองค์ ที่ยอมแตกหักเพื่อเรา และน้ำองุ่นคือโลหิตแห่งพันธสัญญา ที่พระองค์ทรงประทาน เพื่อไถ่โทษบาปของคนเป็นอันมาก และทุกครั้งที่ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระเยซูได้เข้ามาในพิธีนี้ จะระลึกถึงความรักของพระองค์ สิ่งสำคัญเมื่อเข้ามาในพิธีนี้ ถ้าเรายังไม่ยกโทษใคร ก็ให้อธิษฐานกับพระเจ้ายกโทษให้ผู้นั้น เหมือนกับที่พระคริสต์ได้ยกโทษให้เรา เพื่อเราจะไม่ทำผิดต่อพระกายของพระองค์

ผู้ใดที่เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม และได้ต้อนรับพระองค์เข้ามา เป็นพระเจ้าส่วนตัว ก็สามารถทำพิธีมหาสนิทนี้ได้ (มัทธิว 26:26-29)

 

ความเชื่อของพวกคริสเตียน ในการกำหนดวันหนึ่งเป็นพิเศษ เพื่อจะหยุดพักและนมัสการพระเจ้านั้น มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แรกเริ่มตั้งแต่มีการบันทึกพระคริสตธรรมคัมภีร์ ก็ได้มีการกำหนดไว้แล้ว เมื่อเดิมพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ในหกวันทุกสิ่งก็สำเร็จและวันที่เจ็ดนั้น พระองค์ทรงงดการงานที่ทรงกระทำมานั้นทุกประการ และทรงอวยพรวันที่เจ็ด ตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ บรรดาพวกอิสราเอล ได้รับพระดำรัสของพระเจ้า ให้หยุดพักรักษาตัวให้บริสุทธิ์ เพื่อนมัสการพระเจ้าในวันนั้น วัตถุประสงค์ของวันที่เจ็ดมี 2 ประการคือ เพื่อหยุดพักและเพื่อนมัสการพระเจ้า

เมื่อเดิมนั้นพวกอิสราเอลเรียกวันนี้ว่า "วันสะบาโต" หรือ "ซับบาต" แปลว่า หยุดพักหรือพักผ่อน ซึ่งเขาจะไม่ทำงานการใดๆ ทั้งสิ้น จะไม่เดินทางไปค้างที่อื่น ไม่รับประทานสิ่งใดๆ ที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติว่าเป็นมลทิน ไม่สัมผัสถูกต้องสิ่งที่เป็นมลทิน เช่น คนป่วยด้วยโรคร้ายแรงบางชนิด หรือซากศพหรือคนตาย ไม่พูดจาด้วยคำพูดที่เป็นมลทิน นั่นคือการพักผ่อน และรักษาตัวให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และใจ ก่อนที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้า เขาจะทำการชำระตัวให้บริสุทธิ์ทั้งร่างกาย เครื่องนุ่งห่ม และจิตใจ เพราะถือว่าพระเจ้าเป็นองค์บริสุทธิ์ เขาจะรักษาตัวให้บริสุทธิ์ จึงจะเข้าเฝ้าพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ได้

เดิมวันสะบาโตหรือวันนมัสการพระเจ้านั้นคือ "วันเสาร์" ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ แต่เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และได้ชัยชนะ เป็นขึ้นมาจากความตายในเช้าวันอาทิตย์ คริสเตียนจึงยึดถือเอาวันอาทิตย์เป็นวันแห่งชัยชนะ และวันนมัสสการพระเจ้าแทนวันเสาร์

เมื่อกษัตริย์คอนสแตนตินแห่งอาณาจักรโรม ได้ขึ้นครองราชย์ ทรงรับเอาคริสตศาสนา เป็นศาสนาประจำอาณาจักร และได้กำหนดให้มีปฏิทินขึ้นใหม่ โดยทรงเน้นความเชื่อของคริสเตียน กำหนดให้สัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวัน วันแรกคือวันอาทิตย์ ให้ถือเป็นวันหยุดสากล เพื่อจะได้หยุดพัก อธิษฐานและนมัสการพระเจ้า ระลึกถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ วันอาทิตย์จึงถือเป็นวันสำคัญ วันนมัสการของคริสเตียน ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

พิธีนมัสการในวันอาทิตย์ที่โบสถ์ หรือวิหารของคริสเตียน จะมีการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า การอธิษฐาน การอ่านพระคัมภีร์ การเล่าประสบการณ์ที่มีกับพระเจ้า การถวายทรัพย์ การเทศนา บางแห่งก็จะมีการจัดทำเป็นระเบียบการนมัสการ บางแห่งก็ปล่อยอิสระ ไม่ว่าคริสเตียนจะอยู่ที่ใดในโลก เขาสามารถเข้านมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ ร่วมกับคริสเตียนท้องถิ่นที่วิหารนั้นได้

บางครั้งการนมัสการ อาจจะทำโดยคนกลุ่มย่อยๆ เพียง 2-3 คนขึ้นไป โดยจัดให้มีขึ้นในครอบครัว หรือสถานที่นัดหมายใดๆ ในช่วงวันที่กำหนด

การนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง จะทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ได้สัมผัส สัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพระวิญญาณของพระเจ้า เป็นการปลดเปลื้องภาระ มลทิน ความบาป ความทุกข์ยากออกจากใจ รับเอาเรี่ยวแรงใหม่จากพระเจ้า เพื่อช่วยในการดำเนินชีวิตประจำวัน ในหนทางอันชอบธรรมของพระเจ้า อย่างมีสันติสุขสืบไป

 

ทุกวันอาทิตย์จะมีผู้เชื่อในเรื่องของพระเยซูมารวมตัวกัน ตามสถานที่ต่างๆ ที่เรียกกันว่าโบสถ์หรือคริสตจักร โดยมีผู้นำกลุ่มหนึ่งเรียกว่าผู้รับใช้พระเจ้า เป็นผู้ที่ทำการสอนผู้ที่เชื่อหรือคริสตชนว่า พระเจ้าคือใคร พระเยซูคือใคร พระองค์มาทำอะไรเพื่อเรา ทำไมเราจึงต้องเชื่อพระเจ้า เชื่อพระเจ้าแล้วต้องทำอะไร คำสอนต่างๆ จะยืนอยู่บนพื้นฐานของพระคัมภีร์ ส่วนใหญ่ผู้ที่เชื่อศรัทธาพระเจ้าจริงๆ ชีวิตของคนคนนั้น จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

เพราะพระเยซูตรัสว่า "เรามาเพื่อให้ชีวิต และเป็นชีวิตที่ครบถ้วนบริบูรณ์" กิจกรรมแต่ละโบสถ์จะไม่เหมือนกัน แต่หลักใหญ่ๆ ที่ทุกโบสถ์จะมีเหมือนกันคือ
ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เรียกว่าการนมัสการพระเจ้า
มีการบรรยายเรื่องราวของพระเจ้าตามพระคัมภีร์ สอนถึงการดำเนินชีวิตประจำวัน การอยู่ร่วมกับครอบครัว
การรู้จักกาลและเวลา การเคารพให้เกียรติผู้ใหญ่
เชื่อฟังกฎหมายบ้านเมือง ฯลฯ
เหล่านี้เป็นคำสอนที่อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งสิ้น
เรื่องการถวาย เป็นหน้าที่ของคริสตชน
ที่ต้องถวายสิบลด (10% ของรายได้ที่ได้รับ) มิได้บังคับ ผู้ที่ถวายก็ถวายด้วยความเชื่อฟังและเข้าใจ

ความหมายของวันคริสตมาสและสิ่งที่เกี่ยวข้อง