น้องๆ รู้มั้ยว่าพระเยซูจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้...?

แวะอ่านข้อพระคัมภีร์นิดนึงก่อน... จากนั้นก็คลิกที่หัวข้อสีสวยๆ แล้วไปผจญภัยกันได้เลย

 

ดาเนียล 3:1-30
"
ขณะนั้นกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ประหลาดพระทัยทรงลุกขึ้นโดยฉับพลัน พระองค์ตรัสกับองคมนตรีของพระองค์ว่า "เรามัดสามคนโยนเข้าไปในไฟมิใช่หรือ" เขาทูลตอบพระราชาว่า "ข้าแต่พระราชา จริงพระเจ้าข้า"

พระองค์ตรัสตอบว่า "แต่เราเห็นสี่คนปล่อยหลุด กำลังเดินอยู่กลางไฟ และเขาทั้งหลายก็ไม่เป็นอันตราย รูปร่างของคนที่สี่นั้นคล้ายคลึงกับองค์เทพบุตร"

แล้วเนบูคัดเนสซาร์เสด็จมาใกล้ประตูเตาที่ไฟลุกอยู่นั้น ทรงกล่าวว่า "ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกผู้รับใช้ของพระเจ้าสูงสุด จงออกมาเถิด จงมาที่นี่" แล้วชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกก็เดินออกมาจากไฟ

ฝ่ายอุปราช และผู้ว่าราชการเมือง และองคมนตรีของพระราชาก็ห้อมล้อมเข้ามา เห็นว่าไฟไม่มีอำนาจอะไรเหนือร่างกายของคนเหล่านี้ ผมที่ศีรษะของเขาก็ไม่งอ เสื้อก็มิได้เป็นอันตราย ไม่มีกลิ่นไฟที่ตัวเขาทั้งหลายเลย

เนบูคัดเนสซาร์ตรัสว่า "สาธุการแด่พระเจ้าของชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก ผู้ได้ส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาช่วยกู้ผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้ที่วางใจในพระองค์ กระทำให้พระบัญชาของพระราชาเหลวไป และยอมพลีร่างกายของเขาเสีย ดีกว่าที่จะปรนนิบัติ และนมัสการพระอื่น นอกจากพระเจ้าของเขาเอง”

  มัทธิว 4:10
“เจ้าจงนมัสการพระผู้เป็นจอมเจ้านายของเจ้า และปรนนิบัติรับใช้พระองค์แต่เพียงผู้เดียว”
 

มัทธิว 26:57-68
"
ผู้ที่จับพระเยซูได้พาพระองค์ไปถึงบ้านคายาฟาสมหาปุโรหิตประจำการ ที่พวกธรรมาจารย์ และพวกผู้ใหญ่ได้ประชุมกันอยู่ที่นั่น   แต่เปโตรได้ติดตามพระองค์ไปห่างๆ จนถึงลานบ้านของท่านมหาปุโรหิต แล้วเข้าไปนั่งข้างในลานบ้านกับคนใช้ของท่านมหาปุโรหิต จะคอยดูว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร

พวกมหาปุโรหิต กับบรรดาสมาชิกสภา จึงหาพยานเท็จมาเบิกปรักปรำพระเยซู เพื่อจะประหารพระองค์เสีย   แต่ถึงแม้มีพยานเท็จหลายคน มาให้การก็หาหลักฐานไม่ได้ ในที่สุดมีสองคนมาให้การว่า  "คนนี้ได้ว่าเขาสามารถจะทำลายพระวิหารของพระเจ้า และจะสร้างขึ้นใหม่ในสามวัน"  

มหาปุโรหิตประจำการจึงลุกขึ้นถามพระองค์ว่า "ท่านจะไม่แก้ตัวในข้อหาที่พยานเขาตั้งมานี้หรือ"   แต่พระเยซูทรงนิ่งอยู่ ท่านมหาปุโรหิตจึงว่า "เราให้ท่านสาบานโดยอ้างพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ให้บอกเราว่าท่านเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าหรือไม่"

พระเยซูตรัสตอบว่า "ท่านว่าถูกแล้ว และยิ่งกว่านั้นอีก เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในเวลาเบื้องหน้านั้น ท่านทั้งหลายจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของผู้ทรงฤทธานุภาพ และเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์"

  เอเฟซัส 4:25
“เจ้าจงหยุดที่จะพูดคำโกหก จงกล่าวกับผู้อื่นด้วยความจริง”
 

ยอห์น 4 :1-42
"
หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า "ไฉนท่านผู้เป็นยิว จึงขอน้ำดื่มจากดิฉันผู้เป็นหญิงชาวสะมาเรีย" (เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย)

พระเยซูตรัสตอบนางว่า "ถ้าเจ้าได้รู้จักของที่พระเจ้าประทาน และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า 'ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง' เจ้าก็คงจะได้ขอจากท่านผู้นั้น และท่านผู้นั้นก็คงจะให้น้ำธำรงชีวิตแก่เจ้า"

นางทูลพระองค์ว่า "ท่านเจ้าค่ะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะได้น้ำธำรงชีวิตนั้นมาจากไหน  ท่านเป็นใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเรา ผู้ได้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ และยาโคบเองก็ได้ดื่มจากบ่อนี้ รวมทั้งบุตร และฝูงสัตว์ของท่านด้วย"

พระเยซูตรัสตอบว่า "ทุกคนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก   แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์"

นางทูลพระองค์ว่า "ท่านเจ้าค่ะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีก และจะไม่ต้องมาตักที่นี่"

  มัทธิว 16:16
“เปโตรพูดว่า “พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ เป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่”
 

กิจการ 13:1-3

". คราวนั้น ในคริสตจักรที่อยู่ในเมืองอันทิโอก มีบางคนที่เป็นผู้พยากรณ์ และอาจารย์ มีบารนามัส สิเมโอนที่เรียกว่านิเกอร์ กับลูสิอัสชาวเมืองไซรีน มานาเอนผู้ได้รับการเลี้ยงดูเติบโตขึ้นด้วยกันกับเฮโรดเจ้าเมือง และเซาโล   เมื่อคนเหล่านั้นกำลังนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า และถืออดอาหาร พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสสั่งว่า  "จงตั้งบารนาบัสกับเซาโลไว้สำหรับการซึ่งเราเรียกให้เขาทำนั้น"   เมื่อถืออดอาหารอธิษฐาน และวางมือบนบารนามัสกับเซาโลแล้ว เขาก็ใช้ท่านไป"

  โรม 1:3
“ข่าวดีคือ เรื่องเกี่ยวกับพระบุตรของพระเจ้า คือพระเยซูคริสต์ผู้เป็นจอมเจ้านายของเรา”
 

กิจการ 16:16-34
"
ประมาณเที่ยงคืน เปาโลกับสิลาสก็อธิษฐาน และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า นักโทษทั้งหลายในคุกก็ฟังอยู่   ในทันใดนั้น เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนรากคุกสะเทือนสะท้าน และประตูคุกเปิดหมดทุกบาน เครื่องจำจองก็หลุดจากเขาสิ้นทุกคน  ฝ่ายนายคุกตื่นขึ้นเห็นประตูคุกเปิดอยู่ คาดว่านักโทษทั้งหลายหนีไปหมดแล้ว จึงชักดาบออกมาหมายว่าจะฆ่าตัวเสีย  แต่เปาโลได้ร้องเสียงดังว่า "อย่าทำร้ายตัวเองเลย เราทั้งหลายอยู่พร้อมด้วยกันทุกคน"  นายคุกจึงสั่งให้จุดไฟมา แล้วตัวสั่นวิ่งเข้าไปกราบลงที่เท้าของเปาโลกับสิลาส  และพาท่านทั้งสองออกมาแล้วว่า "ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้องทำอย่างไรจึงจะรอดได้"

เปาโลกับสิลาสกล่าวว่า "จงเชื่อ และวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย"   ท่านทั้งสองจึงกล่าวสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้า ให้นายคุก และคนทั้งปวงที่อยู่ในบ้านของเขาฟัง    ในกลางคืนชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง นายคุกจึงพาเปาโลกับสิลาสไปล้างแผลที่ถูกเฆี่ยน  และในขณะนั้น นายคุกก็ได้รับบัพติศมาพร้อมทั้งครัวเรือนของเขา  แล้วได้พาท่านทั้งสองขึ้นไปในบ้านของเขา จัดโต๊ะเลี้ยงท่านแสดงความยินดีอย่างยิ่งพร้อมกับครอบครัว เพราะตนได้เชื่อถือพระเจ้าแล้ว"

  สดุดี 47:7
“พระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ของแผ่นดินโลก ดังนั้นจงร้องเพลงแห่งการสรรเสริญถวายแด่พระองค์”
 

มาระโก 12:41-44
"
พระเยซูได้เสด็จประทับตรงหน้าตู้เก็บเงินถวาย ทรงสังเกตประชาชนเอาเงินมาใส่ไว้ในตู้นั้น และคนมั่งมีหลายคนเอาเงินมากมาใส่ในที่นั้น  มีหญิงม่ายคนหนึ่งเป็นคนจน เอาเหรียญทองแดงสองอัน มีค่าประมาณสลึงหนึ่งมาใส่ไว้

พระองค์จึงทรงเรียกเหล่าสาวกมาตรัสแก่เขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า หญิงม่ายจนคนนี้ได้ใส่ไว้ในตู้เก็บเงินถวายมากกว่าคนทั้งปวงที่ใส่ไว้นั้น  เพราะว่า คนทั้งปวงนั้นได้เอาเงินเหลือใช้ของเขามาใส่ไว้ แต่ผู้หญิงนี้ขัดสนที่สุด ยังได้เอาเงินที่มีอยู่สำหรับเลี้ยงชีวิตของตน มาใส่จนหมด"

 

2 โครินธ์ 9:7
“พระเจ้าทรงรักผู้นั้นที่ให้ออกไปด้วยใจยินดี”

 

 

กิจการ 4:32-36
"
คนทั้งปวงที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และไม่มีใครอ้างว่าสิ่งของที่ตนมีอยู่เป็นของตน แต่ทั้งหมดเป็นของกลาง  อัครทูตจึงประกอบด้วยฤทธิ์เดชใหญ่ยิ่ง เป็นพยานว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงคืนพระชนม์แล้ว และพระคุณอันใหญ่ยิ่งได้อยู่กับเขาทุกคน เพราะว่า ในพวกศิษย์ไม่มีผู้ใดขัดสน ผู้ใดมีไร่นาบ้านเรือนก็ขายเสีย และนำเงินค่าของที่ขายได้นั้น มาวางไว้ที่เท้าของอัครทูต อัครทูตจึงแจกจ่ายให้ทุกคนตามที่ต้องการ เป็นต้นว่า โยเซฟที่อัครทูตเรียกว่า บารนาบัส แปลว่าลูกแห่งการหนุนน้ำใจ เป็นพวกเลวีชาวเกาะไซปรัส"

  1 ทิโมธี 6:18
“จงมีความสุขที่จะเป็นผู้ให้และพร้อมที่จะเป็นผู้แบ่งปันเสมอ”
 

ยอห์น 13:1-17
"
เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าเขาทั้งหลายแล้ว พระองค์ก็ทรงฉลองพระองค์ และประทับลงตรัสกับเขาว่า "ท่านทั้งหลายเข้าใจ ในสิ่งที่เราได้กระทำแก่ท่านหรือ ท่านทั้งหลายเรียกเราว่า พระอาจารย์ และองค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านเรียกถูกแล้ว เพราะเราเป็นเช่นนั้น  ฉะนั้น ถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระอาจารย์ของท่านได้ล้างเท้าของพวกท่าน พวกท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย เพราะว่า เราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย เราบอกความจริงแก่ท่านว่า บ่าวจะเป็นใหญ่กว่านายก็ไม่ได้ และทูตจะเป็นใหญ่กว่า ผู้ที่ใช้เขาไปก็หามิได้   เมื่อท่านรู้ดังนี้แล้ว และท่านประพฤติตาม ท่านก็เป็นสุข"

 

กาลาเทีย 5:13
"
จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด”

 

2##*#I2