ถ้าเราหมุนเวลากลับไปเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เราจะได้พบเหตุการณ์อันหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่คนทั่วโลกรู้จัก ถึงแม้ปัจจุบันประชากรของโลกจะมีทั้งหมด 6,000 กว่าล้านคน แต่ถามว่ามีใครไม่รู้จักเหตุการณ์นี้บ้าง จะมีน้อยมากเพราะการสื่อสารทันสมัย ชาวเขาสามารถดูโทรทัศน์ได้ สามารถฟังวิทยุได้ ชาวเกาะก็สามารถรับฟังได้ ฉะนั้นคนทั้งหกพันกว่าล้านคนในโลกนี้จะทราบว่า เมื่อสองพันปีที่แล้วอะไรเกิดขึ้น ถ้าวันพรุ่งนี้ท่านดูข่าวจะเป็นข่าว CNN ก็ดีหรือข่าว BBC ก็ดี ท่านจะเห็นคนกลุ่มหนึ่ง เขาเอาร่างกายของเขาตรึงบนไม้กางเขน ตอกด้วยตะปู แล้วก็ให้อีกคนหนึ่งเฆี่ยนตีจนเลือดไหลออกมา เขาเอามงกุฎหนามสวมไว้บนศีรษะ รอยแผลเฆี่ยนนั้นเต็มไปด้วยเลือด ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ก็จะเป็นชาวฟิลิปปินส์ที่เราจะได้ดูทุกปี ในช่วงเวลาของอิสเตอร์หรือก่อนอีสเตอร์ เป็นวันสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ มันเป็นการกระทำอันหนึ่งที่บอกให้เรารู้ หรือเราจะได้ระลึกถึงว่าครั้งหนึ่งเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว มีผู้หนึ่งยอมตายบนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ที่นั่งอยู่ที่นี่


แต่วีรบุรุษที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นใน เหตุการณ์ที่เป็นจริงเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว

นั่นเป็นการกระทำอันหนึ่งที่แสดงถึงความเจ็บปวด การทนทุกข์ทรมาน แต่บุคคลกลุ่มนี้เขาแสดงการถูกตรึงบนไม้กางเขน เขาถูกเฆี่ยน เพื่อระลึกถึงบุคคลผู้นั้นที่ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างแทนเรา แต่กลุ่มบุคคลนี้ เขาเจ็บเฉพาะร่างกาย เขาคงไม่ได้เจ็บในด้านของจิตใจ เขาคงไม่ได้ปวดใจในความเป็นมนุษย์ เพราะว่าเขาไม่ได้ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ได้ถูกตบหน้าอย่างโอหังและเคียดแค้น ไม่ได้ถูกถ่มน้ำลายใส่ด้วยความเกลียดชัง แต่บุคคลกลุ่มนี้เขากลับได้รับการยกย่องว่า เป็นวีรบุรุษที่ยอมเจ็บเพื่อระลึกถึงผู้หนึ่งที่ได้ตายแทนเขา แต่วีรบุรุษที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นใน เหตุการณ์ที่เป็นจริงเมื่อ 2000 ปีที่แล้ว ซึ่งเรารู้จักกันดีว่าผู้นั้นชื่อเยซู พระองค์ได้ทรงทนทุกข์ทรมาน พระองค์ได้เผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของร่างกาย เราได้ทานขนมปัง เล็งถึงการแตกหักของร่างกายของพระองค์ เราได้ทานน้ำองุ่น เพื่อเล็งถึงพระโลหิตที่ได้ไหลลงมา เราระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำ พระองค์ยอมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเรา เมื่อ 2,000 ปีที่แล้วนั้นพระองค์ได้ทำสิ่งนี้ ทำให้ชาวกรุงเยรูซาเล็มต้องเกิดโกลาหล ฝูงชนมายืนดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลผู้นี้


เป็นไปตามแผนการที่พระเจ้าวางไว้

คนกลุ่มหนึ่งก็จะถามกันว่าเขาผิดอะไรหรือ แล้วก็ถามกันว่าทำไมต้องฆ่าเขาด้วย แต่อีกกลุ่มหนึ่งที่บอกว่า “พวกฉันเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นคนของพระเจ้า ฉันเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนา” ก็ได้ตะโกนบอกว่า “เอาไปตรึงเสียที่กางเขน เอาไปตรึงเสียที่กางเขน” คนทั้งสองกลุ่ม เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องตรึง ทำไมจึงต้องฆ่า หลังจากนั้นมาคนทั้งสองกลุ่ม และรวมทั้งเราที่อยู่ที่นี่ด้วย เราจึงได้รู้ว่าเหตุที่พระเยซูคริสต์ต้องถูกฆ่า ต้องถูกเฆี่ยน ต้องถูกเขาตบหน้าและถ่มน้ำลายรด ก็เพราะความผิดบาปของพวกเรานั่นเอง โจรที่ถูกฆ่าตาย ที่ถูกยิงเป้า ถูกสั่งประหารชีวิต เพราะเขาทำผิด ก็สาสมแล้ว แต่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงถูกฆ่าบนไม้กางเขน โดยที่พระองค์ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ทำบาป ทุกอย่างเป็นความผิดของมนุษย์ ที่เกิดมาในโลกนี้ เกิดมาในความบาป


ให้เราย้อนกลับไปอีกเจ็ดร้อยปี แล้วเปิดไปที่อิสยาห์บทที่ 52:13-15 และอิสยาห์ 53:1-12 ย้อนหลังจากวันนี้ไปก็คือ 2,700 ปี มีอิสยาห์เป็นผู้พยากรณ์กล่าวไว้ล่วงหน้า 700 กว่าปีก่อนที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น


อิสยาห์ 52 :13-15

“ดูเถิด ผู้รับใช้ของเราจะทำอย่างมีสติปัญญา ท่านจะสูงเด่นและเป็นที่เทิดทูน และท่านจะสูงนัก ด้วยคนเป็นอันมากตะลึงเพราะท่านฉันใด (หน้าตาของท่านเสียโฉมมาก เหลือที่จะเหมือนมนุษย์ และรูปร่างของท่านก็เสียโฉม เหลือที่จะเหมือนบุตรของมนุษย์) ท่านก็จะกระทำให้บรรดาประชาชาติเป็นอันมาก ตกตะลึงฉันนั้น บรรดาพระราชาก็จะปิดพระโอษฐ์เพราะท่านนั้น เพราะเขาทั้งหลายจะเห็นสิ่งที่ไม่มีใครบอกเขา และเขาจะเข้าใจสิ่งซึ่งเขาไม่เคยได้ยิน”

 

อิสยาห์ 53:1-12

“ใครเล่าจะเชื่อสิ่งที่เราทั้งหลายได้ยิน พระกรของพระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ผู้ใด เพราะท่านได้เจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์อย่างต้นไม้อ่อน และเหมือนรากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงาม ซึ่งเราทั้งหลายจะมองท่าน และไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน ท่านได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง เป็นคนที่รับความเจ็บปวด และคุ้นเคยกับความเจ็บไข้ และดังผู้หนึ่งซึ่งคนทนมองดูไม่ได้ ท่านถูกดูหมิ่น และเราทั้งหลายไม่ได้นับถือท่าน แน่ทีเดียวท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป กระนั้น เราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี คือพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ แต่ท่านถูกบาดเจ็บ เพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี เราทุกคนได้เจิ่นไปเหมือนแกะ เราทุกคนต่างได้หันไปตามทางของตนเอง และพระเจ้าทรงวางลงบนท่าน ซึ่งความบาปผิดของเราทุกคน


ท่านถูกบีบบังคับและท่านถูกข่มใจ ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ปริปาก เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า และเหมือนแกะ ที่เป็นใบ้อยู่หน้าผู้ตัดขนของมันฉันใด ท่านก็ไม่ปริปากของท่านเลยฉันนั้น ท่านถูกนำเอาไปด้วยการบีบบังคับและการตัดสิน และเกี่ยวกับเชื้อสายของท่าน ผู้ใดเล่าคิดว่า ท่านต้องถูกตัดออกไปจากแดนคนเป็น ต้องถูกตีเพราะการทรยศของชนชาติของเรา และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนอธรรม ในความตายของท่าน เขาจัดไว้กับเศรษฐี แม้ว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย และไม่มีการหลอกลวงในปากของท่าน แต่ก็ยังเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่จะให้ท่านฟกช้ำ ด้วยความเจ็บไข้ เมื่อพระองค์ทรงกระทำให้วิญญาณของท่าน เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป ท่านจะเห็นพงศ์พันธุ์ของท่าน ท่านจะยืดวันทั้งหลายของท่าน น้ำพระทัยของพระเจ้าจะเจริญขึ้นในมือของท่าน ท่านจะเห็นผลแห่งความทุกข์ลำบาก แห่งวิญญาณจิตของท่าน และพอใจ โดยความรู้ของท่าน ผู้ชอบธรรมคือผู้รับใช้ของเรา จะกระทำให้คนเป็นอันมาก นับได้ว่าเป็นคนชอบธรรม และท่านจะแบกบรรดาความบาปผิดของเขาทั้งหลาย ฉะนั้น เราจะแบ่งส่วนหนึ่งให้ท่านกับผู้ยิ่งใหญ่ และท่านจะแบ่งรางวัลกับคนแข็งแรง เพราะท่านเทวิญญาณจิตของท่านถึงความมรณะ และถูกนับเข้ากับคนทรยศ ถึงกระนั้นท่านก็แบกบาปของคนเป็นอันมาก และทำการอ้อนวอนเพื่อผู้ทรยศ”

ถามว่าพระเยซูรู้ไหม

พระเจ้าให้อิสยาห์ผู้พยากรณ์ประกาศให้ทุกคนรู้ว่า วันหนึ่งข้างหน้าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น พระเจ้าได้บอกผ่านผู้รับใช้ของพระองค์หลายๆ ท่าน บอกไว้ชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ เวลาใด ตามที่เรารู้กันแล้ว 700 ปีก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด ก่อนที่จะเจอกับเหตุการณ์ ที่ต้องยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปพวกเรา ถามว่าพระเยซูรู้ไหม คำตอบก็ต้องตอบว่ารู้แน่ๆ เพราะพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ก่อนที่จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงอยู่กับพระเจ้าที่บนสวรรค์ ในเมื่อพระเจ้าให้อิสยาห์พยากรณ์ออกมาอย่างนี้ พระเยซูรู้แน่นอนว่า “อีกเมื่อไหร่ฉันจะต้องลงไป แล้วฉันจะต้องเป็นอย่างนี้”


พระองค์คิดอย่างไร

พวกเรา แม้แต่ผมเอง ผมก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ในขณะที่พระเยซูอยู่บนสวรรค์ แล้วก็ได้มีการพยากรณ์เหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น พระองค์คิดอย่างไร เพราะเวลานั้นพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เราไม่สามารถจะเข้าใจ แต่พอจะรู้บ้าง เมื่อตอนที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาเกิดบนโลกนี้เป็นเวลา 33 ปี ในระหว่าง 33 ปีนี้ พวกเราที่เป็นมนุษย์มีเนื้อหนังเหมือนกัน ก็คงจะเข้าใจว่า พระองค์มีความรู้สึกอย่างไร พระองค์รู้ตั้งแต่ 700 กว่าปีที่แล้ว ว่าวันหนึ่งพระองค์จะต้องเจอกับอะไร แล้วภารกิจของพระองค์นั้นคืออะไร แต่พอมาเกิดเป็นมนุษย์มีเนื้อหนังเหมือนเราๆ ท่านๆ แน่นอนหลังจากที่พระองค์ได้ทรงเจริญเติบโตขึ้น พอจำความได้ พระองค์ก็ต้องรู้แล้วว่า “อีกกี่เดือน อีกกี่ปี อีกกี่วัน อีกกี่ชั่วโมง ฉันจะต้องเจอกับเหตุการณ์นี้”


ถ้าลองรู้ว่าตายเมื่อไหร่ซิครับ

พวกเราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไร เป็นพระคุณ ถ้าลองรู้ว่าตายเมื่อไหร่ซิครับ หรือเราลองคิดดู ถ้าสมมติว่าเราเป็นโรคอะไรสักอย่างหนึ่ง เอาที่ซีเรียสหน่อย สมมติหมอบอกว่าเป็นโรคหัวใจ จะต้องเข้าผ่าตัดอีกเดือนหนึ่งข้างหน้า หลังจากวันที่ท่านรู้ ท่านนั่งนับไหมอีก 30 วัน อีก 4 อาทิตย์ อีกกี่ชั่วโมง ในจิตใจท่านเป็นอย่างไร จะเกิดมีความกลัว กลัวว่าเวลาที่เข้าไปผ่าตัดแล้ว เกิดหมอทำพลาด เกิดเครื่องไม้เครื่องมือไม่ดีหรือเกิดอะไรสักอย่าง หรือเกิดเครื่องหายใจไม่ทำงาน ท่านนอนหลับไหม


เพื่อมนุษย์ที่ไม่เอาไหนอย่างพวกเรา

ผมเชื่อว่าพระองค์ไม่คิดอย่างนั้น เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า พระองค์เต็มใจที่จะทำ เต็มใจที่จะตาย เต็มใจที่จะยอมทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อมนุษย์ที่ไม่เอาไหนอย่างพวกเรา พระองค์รู้ว่าจะต้องถูกฆ่า จะต้องถูกเฆี่ยน จะต้องถูกข่มเหง จะต้องถูกดูถูกเหยียดหยาม แต่พระองค์ก็ต้องเดินไปแล้วก็สอนสาวกไป สอนคนที่มาหาพระองค์ ในมัทธิวบทที่ 11 ข้อ 28-30 พระองค์บอกว่า “บรรดาผู้ที่ทำงานเหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนักจงมาหาเรา เราจะทำให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้และเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา


มัทธิว 5:3-12

"บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา "บุคคลผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม "บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก "บุคคลผู้ใดหิวกระหาย ความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์ "บุคคลผู้ใดมีใจกรุณา ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ "บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า "บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร "บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา "เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลาย เป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข จงชื่นชมยินดี เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน”

 

แต่ละวันพระองค์ทรงสอน

ลูกๆ เอ๋ย บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ก็เป็นสุขนะ ลูกๆ เอ๋ยโศกเศร้าก็เป็นสุขนะ ลูกๆ เอ๋ยมีใจอ่อนโยนก็เป็นสุข หิวกระหายความชอบธรรมก็เป็นสุข แล้วในใจของพระองค์ล่ะ อีกกี่วันจะต้องตาย แต่พระองค์ก็ทำไป ประกาศไป บอกไป ถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ บอกถึงภารกิจที่พระองค์ต้องทำ เห็นใครเป็นโรคก็วางมือรักษา ถึงแม้ว่าจะขัดกับกฎเกณฑ์ หรือธรรมบัญญัติ วันสะบาโตวางมือรักษาก็ถูกต่อต้าน ว่าทำไมทำผิดกฎเกณฑ์ ถูกเขาไล่ออกจากที่นั้นที่นี้ พระองค์ก็ทำ สาวกจะรบกวนอย่างไรพระองค์ก็ทำ ในระหว่างทำนั้นในส่วนลึกๆ พระองค์ก็ต้องคิดถึงอีกกี่วัน


ให้เรารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วยนะ

ตอนที่พระเยซูได้รับบัพติศมา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยยอห์นบัพติศโตนั้น พระองค์อายุ 30 ปี ช่วง 3 ปีที่พระองค์ได้ประกาศ เรื่องแผ่นดินของพระเจ้า ไปในธรรมศาลาก็บอกกับทุกคนว่า “จงกลับใจเสียใหม่ จงเชื่อพระเจ้าเถิด” แต่ละวันก็บอกกับสาวกผู้ที่ใกล้ชิด อย่าห่วงกังวลในสิ่งใดๆ เลย พระเจ้าจะทรงเลี้ยงดู พระเจ้าจะอยู่กับท่านจนกว่าจะสิ้นยุค อย่าห่วงกังวลในสิ่งใดๆ เลยว่าจะเอาอะไรกิน อะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม นกในอากาศมันยังไม่ห่วง แต่ละวันมีแต่คำปลอบประเล้าประโลมจิตใจ ให้เรารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วยนะ แต่ในจิตใจของพระองค์นั้น อีกกี่วันฉันจะต้องถูกตรึง จนกระทั่งวันสุดท้ายในสวนเกทเซมาเน


มัทธิว 26:30-31

“เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว เขาก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ ครั้งนั้นพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า "ในคืนวันนี้ท่านทุกคนจะทิ้งเรา ด้วยมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เราจะประหารผู้เลี้ยงแกะ และแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป”

 

แต่ถึงวันสุดท้าย พระองค์ก็รู้ว่าจะไม่มีใครอยู่กับพระองค์

แต่ละวันสอนด้วยความเป็นห่วง เหล่าสาวกที่ติดตามพระองค์ 12 คนพระองค์ก็บอกเสมอ แต่ถึงวันสุดท้าย พระองค์ก็รู้ว่าจะไม่มีใครอยู่กับพระองค์ พระองค์รู้เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น รู้ว่าคนที่อยู่ด้วย 12 คนจะมีคนหนึ่งทรยศ แล้วก็รู้ว่าทุกคนจะหนีไป ถึงแม้เปโตรจะบอกว่า ถ้าพระองค์เป็นอะไรจะอยู่ด้วย พระองค์อยู่ที่ไหนจะอยู่ด้วยไม่หนี แต่ก็ได้ปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง ในสวนเกเซมาเนในมัทธิว 26 ข้อ 36 ท่อนสุดท้ายพระองค์ต้องบอกอย่างนี้ด้วย

 

“จงนั่งอยู่ที่นี่ ขณะเมื่อเราจะไปอธิษฐานที่โน่น”

 


มัทธิว 26:38-43

““จึงตรัสกับเขาว่า “ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตายจงเฝ้าอยู่ที่นี่เถิด” “โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” จึงเสด็จกลับมายังสาวกเหล่านั้น เห็นเขานอนหลับอยู่ และตรัสกับเปโตรว่า “เป็นอย่างไรนะ ท่านทั้งหลายจะคอยเฝ้าอยู่กับเราสักทุ่มเดียวไม่ได้หรือ” ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง จิตใจพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง" พระองค์จึงเสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สองอีกว่า “ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ถ้าถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ไม่ได้ และข้าพระองค์จำต้องดื่มแล้วก็ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์” ครั้นเสด็จกลับมาเห็นสาวกนอนหลับอยู่ เพราะเขาลืมตาไม่ขึ้น จึงทรงละเขาไว้เสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สาม”

 

และนั่นไม่ใช่ฝัน เป็นเรื่องจริง

พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้ารักพระองค์ พระองค์จะไปที่ไหนข้าจะไปด้วย ข้าจะไม่ทอดทิ้งพระองค์เลย จงอยู่กับเราสักทุ่มหนึ่งไม่ได้หรือ ก่อนจะไปที่สวนเกทเซมานั้น ได้มีทานเลี้ยงมื้อสุดท้าย ก็ไม่ทราบว่ามื้อนั้นมีอาหารมากมายแค่ไหน คงจะทานกันเต็มที่เลย เพราะแค่ทุ่มเดียวก็หลับแล้ว พระเยซูบอกว่า อยู่กับเราสักทุ่มหนึ่งไม่ได้หรือ หลับกันแล้วสาวก ที่สวนเกทเซมาเนพระเยซูกลัว อธิษฐานแล้ว อธิษฐานอีก กลัวจนเหงื่อไหลออกมาเป็นเลือด คงจะกลัวแบบสุดๆ กลัวจนบีบเค้นในร่างกาย แทนที่จะเป็นน้ำออกมา น้ำนั้นกลับกลายเป็นเลือด เวลาที่เรากลัวมากๆ เราจะมีความรู้สึกว่ากลัวจนเหงื่อแตก นอนฝันว่าใครมาทำร้าย ใครมาบีบคอจะตายหรือฝันว่าผีหลอก ตื่นขึ้นมาตกใจ เหงื่อแตก แต่นั่นยิ่งกว่าเหงื่อแตกคือเลือดแตก เหงื่อเป็นเลือด และนั่นไม่ใช่ฝัน เป็นเรื่องจริง แต่สาวกที่อยู่ด้วยไม่มีใครเหลียวแล


เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ที่เต็มไปด้วยความรัก

ถามว่าพระเยซูเคยคิดหรือเปล่าว่า “เวลาฉันสบายดี หิวข้าวฉันก็เอาขนมปังให้เอาปลาให้ คนเป็น 5,000 คน ฉันก็เลี้ยงดูจนอิ่ม เวลาที่ไม่สบายเป็นง่อยแขนลีบฉันก็วางมือรักษาให้ ทุกคนก็หาย คนเป็นง่อนเดินไม่ได้ก็หาย ฉันทำเยอะแยะเลยเพื่อมนุษย์ แต่พอถึงเวลาวันสุดท้าย จะอยู่อธิษฐานกับฉันสักทุ่มหนึ่งก็ไม่ได้ หลับกันหมดแล้ว” ผมเชื่อว่าพระองค์ไม่คิดอย่างนั้นเลย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ที่เต็มไปด้วยความรัก ถ้าพระองค์ทรงคิดถึงบุญคุณหรืออะไรต่างๆ ที่พระองค์ได้ทำกับเรา เชื่อได้เลยว่า พวกเราไม่มีใครสักคนได้รับความรอด แต่เพราะพระองค์ทรงมาเพื่อไถ่เรา เพื่อไถ่มนุษย์


เพราะมนุษย์ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

พระองค์ได้สร้างมนุษย์ ตั้งแต่อาดัมเอวามาหลายๆ พันปี พระองค์ทรงรู้ว่ามนุษย์นั้นบาป ความคิดชั่วร้ายขนาดไหน ก็เพราะความคิดชั่วร้าย หรือการที่ทำอะไรไม่ถูกต้องตลอดนั่นแหละ พระองค์จึงต้องลงมา เพราะมนุษย์ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงต้องลงมา ในเมื่อพระองค์ลงมาก็ไม่คิดอะไรอยู่แล้ว ตั้งหลายพันปี พระองค์มาด้วยความรัก มาพร้อมที่จะตาย มาพร้อมที่จะให้เขาเฆี่ยน มาพร้อมที่จะให้เขาตี


เป็นหน้าที่ที่เต็มไปด้วยความรัก

ฉะนั้น พระองค์ไม่ปริปากเหมือนกับแกะที่ถูกเอาไปฆ่า เหมือนกับแกะที่นอนเงียบๆ อยู่ต่อหน้าคนที่ตัดขนแกะที่จะนำไปขาย ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ เป็นหน้าที่ที่เต็มไปด้วยความรัก ไม่ใช่หน้าที่เฉยๆ ถ้าบอกเป็นหน้าที่เฉยๆ อย่างพวกเรา ถ้าเราทำงานเราก็ทำตามหน้าที่ แต่พระองค์ทำตามหน้าที่ และด้วยความรักด้วย ฉะนั้นเราเป็นคริสเตียน เราควรรับผิดชอบในหน้าที่การงาน และทำด้วยความรัก ทำด้วยความเอาใจใส่ ให้เอาพระเยซูคริสต์เป็นแบบอย่าง ที่พระองค์ทรงลงมาทำด้วยความรัก ยอมตาย ไม่เคยทำบาป


อาหารมื้อสุดท้าย

มีรูปอยู่รูปหนึ่งในอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าสู่เกเซมาเน จิตกรชื่อดังดาวินชี่ได้เขียนไว้ แล้วก็เขียนนางมาเรียอยู่ข้างๆ พระเยซู แล้วบอกว่า นางมาเรียเป็นภรรยาของพระเยซู พวกเราที่รู้เรื่องนี้แล้ว ในใจเราก็จะบอกว่าบังอาจ เพราะนั่นเป็นเรื่องของมนุษย์ แต่พระเจ้าไม่ถือโทษโกรธ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงรู้ว่าพระองค์บริสุทธิ์ พระองค์ไม่ทำบาป พระองค์ไม่ต้องมีพยาน เพราะพระเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์นั้น เป็นพยานให้กับพระองค์ เราคริสเตียนทุกคนจำเป็นต้องมีพยานไหม ถ้าเราทำถูกกับพระเจ้า บางครั้งเคยพูดกันไว้แล้วก็เป็นเรื่องจริง ในคุกแต่ละคุกไม่ว่าจะเป็นคุกที่เมืองไทย คุกต่างประเทศที่ไหนก็แล้วแต่ ถามว่ามีไหมคนที่ไม่ได้ทำผิด แล้วถูกศาลสั่งประหารชีวิต มีทุกคุกเลย ถ้ามนุษย์ไม่เข้าใจ เราถูกศาลสั่งประหารชีวิต อย่าเสียใจ


แต่จงเสียใจ ถ้าพระเจ้าไม่ให้จิตวิญญาณเราไปอยู่กับพระองค์

เพราะถ้าตายไปจากโลกนี้ก็ไปอยู่กับพระเจ้า เรารู้แล้ว แต่ถ้าตายจากพระเจ้า ไปอยู่บึงไฟนรกจะเอาอันไหน แต่ในเนื้อหนังคงบอกว่า “อย่าให้ถึงขนาดนั้นเลย ข้าพระองค์รับไม่ได้ ที่ไม่ได้ทำผิดแล้ว ถูกสั่งประหารชีวิต” เพียงแต่ยกตัวอย่างให้ฟัง


อย่าพยายามทำผิดแล้วผิดอีก

ให้เรายึดอยู่เสมอว่า อะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่ ขอให้เราถูกต้องกับพระเจ้า อย่าให้มีความคิดในจิตใจว่าเราผิดนั่นผิดนี่ ถ้าผิดรีบสารภาพ ยอม พระเยซูยอมตายเพื่อข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ทำผิดขอพระองค์ทรงยกโทษ และขอพระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์ เพราะพระเยซูคริสต์ได้มาในโลกนี้ เพื่อสิ่งนี้ มาเพื่อจะช่วยเรา มาเพื่อให้เราได้รับความรอด และมนุษย์ทุกคนทำผิดได้เสมอ เพียงแต่ว่า อย่าพยายามทำผิดแล้วผิดอีก นางมาเรียที่ผิดการล่วงประเวณี เขาจับเอาหินขว้างให้ตาย และพระเยซูก็บอกว่า ถ้าใครไม่เคยผิดเลยก็ให้คนนั้นแหละขว้างก่อน ก็ไม่มีใครขว้างนาง เพราะไม่มีใครไม่ผิด ผิดทุกคน แล้วพระเยซูบอกกับนางมาเรียว่า “เราไม่เอาผิดเจ้าแล้ว อย่าทำอีก”


ให้เราพบกันวันที่สาม

นั่นเป็นสิ่งที่พวกเราควรจะทำ สิ่งที่พวกเราควรจะคิด แต่มันไม่แน่หรอกเนื้อหนัง เราอาจจะเผลอไปอีก เพราะเขาบอกว่าการดำเนินชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง ในโลกนี้มันเหมือนกับเราเดินบนเส้นลวด หรือเดินบนขอบกำแพง มันอาจจะสะดุดหัวตะปูหรืออะไรสักอย่างล้มลงไปได้ แต่เชื่อไว้เถิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าท่านไม่เจตนานะ พระเจ้าจะช่วยท่าน เพราะพระเยซูคริสต์มาเพื่อสิ่งนี้แหละ ฉะนั้นพระองค์ทรงทำทุกอย่าง วันที่พระองค์ทรงรอคอยมา 700 กว่าปี นี่แหละคือสิ่งที่พระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว พระองค์ก็ถูกตรึงบนไม้กางเขน เขาเอาผ้าพันศพพระเยซู แล้วก็วางไว้ในอุโมงค์ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงฟื้นขึ้นมา ให้เราพบกันวันที่สาม ขอบคุณครับ

     

BACK